แชร์

การดักจับคาร์บอน: เปลี่ยนอนาคตสู่ความยั่งยืน

เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อลดการปล่อย CO2 และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20

การใช้ครั้งแรก: การกักเก็บคาร์บอนโดยไม่ตั้งใจ (1972, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา)
ครั้งแรกที่มีการกักเก็บ CO2 เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจในปี 1972 ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ผ่านกระบวนการ Enhanced Oil Recovery (EOR) ซึ่งเป็นการฉีด CO2 ลงใต้ดินเพื่อช่วยเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมัน แม้ว่าจุดประสงค์หลักของเทคนิคนี้คือการผลิตน้ำมัน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า CO2 สามารถกักเก็บใต้ดินได้สำเร็จ

โครงการกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ครั้งแรก (1996, Sleipner, นอร์เวย์)
ความพยายามครั้งแรกในการกักเก็บ CO2 โดยมีจุดประสงค์ชัดเจนเกิดขึ้นในปี 1996 ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติ Sleipner ในนอร์เวย์ โดยบริษัทพลังงาน Equinor (เดิมชื่อ Statoil) ได้ดำเนินโครงการนี้เพื่อลดการปล่อย CO2 จากการสกัดก๊าซธรรมชาติ และฉีดกลับลงไปใต้ทะเลเหนือ โครงการ Sleipner ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่า Carbon Capture and Storage (CCS) สามารถดำเนินการได้ในเชิงพาณิชย์

พิธีสารเกียวโตและการเติบโตของ CCS (1997-2000s)
แนวคิด CCS ได้รับการยอมรับมากขึ้นในปี 1997 เมื่อพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับนานาชาติเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ส่งเสริมการพัฒนา CCS ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อย CO2 จากแหล่งอุตสาหกรรม เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ

ในช่วงทศวรรษ 2000s การวิจัยและการลงทุนใน CCS เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการนำร่องเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งต่างมองว่า CCS เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตการเงินปี 2008 และอุปสรรคของ CCS
แม้ CCS จะมีความก้าวหน้า แต่ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลายโครงการ รวมถึงโครงการ CCS ที่มีความทะเยอทะยานของสเปน ต้องถูกยกเลิกหรือระงับเนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ต้นทุนที่สูงของ CCS ทำให้โครงการเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้ยากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

เทคโนโลยีการลดคาร์บอนเชิงลบ (2010s-ปัจจุบัน)
เมื่อสถานการณ์โลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายจึงเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Negative Emissions หรือการกำจัด CO2 ออกจากชั้นบรรยากาศโดยตรง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาแนวทาง Carbon Dioxide Removal (CDR) เช่น

  • Bioenergy with Carbon Capture and Storage (BECCS) การเผาชีวมวลเพื่อผลิตพลังงานและกักเก็บ CO2
  • Direct Air Capture and Carbon Storage (DACCS) การดักจับ CO2 จากอากาศโดยตรง
  • แนวทางจากธรรมชาติ ใช้ป่าไม้ ดิน และพื้นที่ชุ่มน้ำในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน

อนาคตของการดักจับคาร์บอน
ปัจจุบัน CCS และ CDR ถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อย CO2 ได้ยาก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ รัฐบาลและภาคเอกชนยังคงลงทุนในโครงการดักจับคาร์บอน แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ เช่น ต้นทุนสูง การขยายขนาดโครงการ และความเสี่ยงของการกักเก็บในระยะยาว

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นโยบายสนับสนุน เช่น การตั้งราคาคาร์บอน และความตระหนักรู้ของประชาชน CCS และ CDR อาจมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อย CO2 ของโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการลงทุน การวิจัย และความร่วมมือระดับนานาชาติ

คุณคิดว่าเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจะเป็นคำตอบของอนาคตหรือไม่?

 

อ้างอิง : https://theconversation.com/carbon-capture-and-storage-how-to-remove-all-co-emissions-everywhere-all-at-once-250548


บทความที่เกี่ยวข้อง
4 การลงทุนสำคัญเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
ค้นพบ 4 สาขาการลงทุนสำคัญ—เกษตร พลังงาน เมือง และน้ำ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
วิกฤตสภาพภูมิอากาศ: ถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว!
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ เดือนมีนาคมนี้มาร่วมกับ 4 เหตุการณ์ระดับโลกที่เรียกร้องการกระทำเพื่ออนาคต
ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่ออนาคต
มาค้นหาวิธีปรับตัวต่อการท้าทายจากสภาพภูมิอากาศและสร้างแนวทางที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าด้วยกัน
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy และ Cookies Policy
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy